‘อู่ตะเภา’ รุกลูกค้าธุรกิจคาร์โก้ พลิกแผนรับวิกฤติโควิด

โควิด-19 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อธุรกิจการบิน ทำให้ผู้ให้บริการสนามบินต้องพลิกเกมด้วยการปรับแผนเชิงรุกลุยธุรกิจใหม่ รวมถึงสนามบินอู่ตะเภาที่เป็นหัวใจสำคัญของ “อีอีซี”

พล.ร.ท.กฤชพล เรียงเล็กจำนงค์ ผู้อำนวยการการท่าอากาศยานอู่ตะเภา เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า หลังจากเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด -19 ส่งผลกระทบต่อจำนวนเที่ยวบิน และปริมาณผู้โดยสารลดลงอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงกลางเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่ในเดือน เม.ย.นี้ สายการบินยังคงยกเลิกให้บริการเที่ยวบินที่ท่าอากาศยานอู่ตะเภา เหลือเฉพาะเที่ยวบินส่วนบุคคล (private jet)

“ตลอดทั้งเดือน เม.ย.นี้ ยังไม่มีไฟล์ตบิน แต่บางวันก็ยังพอมีไฟล์ตเข้ามาบ้าง เป็นลักษณะของไพรเวท เจ็ท ส่วนเดือน พ.ค.นี้ ทางสายการบินไทยแอร์เอเชีย เริ่มติดต่อเข้ามาแล้วว่าจะกลับมาทำการบิน”

สำหรับท่าอากาศยานอู่ตะเภา ในช่วงสถานการณ์การท่องเที่ยวปกติ มีจำนวนเที่ยวบินใช้บริการเฉลี่ยอยู่กว่า 1 พันเที่ยวบินต่อเดือน โดยกองทัพเรือ (ทร.) ในฐานะผู้กำกับดูแล ตั้งเป้าเพิ่มปริมาณผู้โดยสารในปี 2563 อยู่ที่ 2 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีปริมาณอยู่ราว 7 แสน – 1 ล้านคนต่อปี โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2563 (ต.ค. – มี.ค.) มีปริมาณผู้โดยสารเข้า – ออก ท่าอากาศยานอู่ตะเภาใกล้ 1 ล้านคนแล้ว

โดยท่าอากาศยานอู่ตะเภา ได้รับผลกระทบจากจำนวนเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (ชาร์เตอร์ไฟล์ต) จากจีนลดลงจำนวนมาก เช่นเดียวกับตลาดรัสเซีย และยุโรป ที่เริ่มลดลงทยอยยกเลิกเที่ยวบินขาเข้า

ทั้งนี้ จีนเป็นกลุ่มแรกที่ยกเลิกเที่ยวบินและหยุดการเดินทางก่อนตลาดอื่น จนปัจจุบันก็ยังคงไม่มีเที่ยวบินเข้ามา ส่วนรัสเซีย ถือเป็นตลาดสุดท้ายที่ทยอยหยุดบิน เพราะยังมีเที่ยวบินขาออกอยู่บ้าง จนกระทั่งปัจจุบันเข้าสู่ช่วงโลว์ซีซั่นทางการท่องเที่ยวของกลุ่มรัสเซียพอดี จึงไม่มีเที่ยวบินทั้งขาเข้าและขาออก รวมไปถึงตลาดยุโรปก็ไม่มีการเดินทางแล้ว

ทั้งนี้ จากสถานการณ์การเดินทางของนักท่องเที่ยว ที่เกี่ยวเนื่องกับภาวะการแพร่ระบาดของโรคโควิด -19 ประกอบกับกลุ่มนักท่องเที่ยวจะเป็นตลาดที่ต้องอาศัยระยะเวลาฟื้นตัว หากการแพ่ระบาดของโรคดังกล่าวสิ้นสุดลง ก็เชื่อว่าต้องใช้เวลาประมาณ 3 เดือนในการฟื้นตัว และนักท่องเที่ยวจะเริ่มกลับมาจองการเดินทาง ท่าอากาศยานอู่ตะเภา

“การท่องเที่ยวเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เวลาฟื้นตัว เราจึงมองว่าการหารายได้จากการเดินทางของนักท่องเที่ยวเป็นกลุ่มที่ต้องอาศัยเวลา ดังนั้นหากเราจะหารายได้ในช่วงวิกฤติเช่นนี้ เราต้องมองโอกาสจากการขนส่งสินค้ามากกว่า โดยเฉพาะสินค้าประเภทบริโภค อย่างอาหารทะเล และผลไม้ ที่ภาคตะวันออกมีชื่อเสียง”

สำหรับแผนธุรกิจในช่วงวิกฤติโควิด -19 ท่าอากาศยานอู่ตะเภา จึงใช้ช่วงเวลาที่ไม่มีผู้โดยสารเข้ามาใช้บริการท่าอากาศยาน เริ่มจัดการระบบหลังบ้าน ระบบสาธารณูปโภค และสิ่งอำนวยความสะดวกผู้โดยสาร อาทิ เครือข่ายการสื่อสาร ระบบอินเตอร์เน็ต นอกจากนี้ยังทบทวนแผนปฏิบัติงาน เพื่อเตรียมรองรับบริการผู้โดยสารที่จะกลับมาเดินทางตามปกติ

นอกจากนี้ ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างจัดหาพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อรุกตลาดขนส่งสินค้า (คาร์โก้) เร่งหารายได้จากธุรกิจที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวที่เป็นกลุ่มตลาดต้องใช้ระยะเวลาฟื้นตัว โดยท่าอากาศยานอู่ตะเภา ได้หารือร่วมกับกรมประมง เตรียมจัดคัดเลือกสินค้าอาหารทะเลระดับพรีเมี่ยมเพื่อกระจายการส่งออก พร้อมทั้งจับมือกับทางจังหวัดระยอง เพื่อจัดหาตลาดการส่งออกอาหารทะเล และผลไม้

“ตอนนี้จัดให้การขนส่งสินค้าเป็นส่วนสำคัญ (priority) แรกของการเร่งหารายได้ในช่วงวิกฤติโควิด-19 ส่วนภาคการท่องเที่ยวจะเป็นการฟื้นตลาดระยะต่อไป เพราะต้องใช้เวลา โดยขณะนี้ท่าอากาศยานอู่ตะเภาหารือกับภาคการท่องเที่ยว เอกชน และภาครัฐในระยองแล้ว เพื่อเตรียมขนส่งสินค้าไปจีน ซึ่งขณะนี้สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย รวมทั้งเชื่อมการขนส่งไปกลุ่มประเทศ CLMV” พล.ร.ท.กฤชพล กล่าวกับกรุงเทพธุรกิจ

ขณะที่การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว ปัจจุบันอยู่ระหว่างหารือทางการตลาดร่วมกับการท่องเที่ยวจังหวัดระยอง ชลบุรี และพื้นที่ใกล้เคียง โดยเบื้องต้นจะต้องเตรียมความพร้อมอำนวยความสะดวกเมื่อนักท่องเที่ยวกลับมาจองการเดินทางเป็นปกติ รวมทั้งอาจจะต้องหานักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ ในตลาดรัสเซีย ยุโรป และจีน เข้ามาสนับสนุนการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น

ส่วนแผนธุรกิจในระยะยาว ท่าอากาศยานอู่ตะเภา มีเป้าหมายผลักดันปริมาณนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้า-ออก เฉลี่ยในแต่ละปีให้เพิ่มขึ้นถึง 5 ล้านคนต่อปี เพื่อสนับสนุนโครงการพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภา และเมืองการบิน ที่จะเปิดให้บริการในปี 2565 ดังนั้นแผนธุรกิจที่จะเพิ่มปริมาณนักท่องเที่ยว และเพิ่มรายได้จากการขนส่งสินค้านี้ จึงเป็นส่วนสำคัญที่จะผลักดันเป้าหมายดังกล่าว

ปัจจุบันไม่ได้มีการลงทุนใหญ่ในด้านของโครงสร้างพื้นฐานสนามบิน เพราะอยู่ระหว่างรอโครงการเมืองการบินเข้ามาพัฒนา แต่จะหันไปเน้นการเตรียมตัวปรับปรุงส่วนของอุปกรณ์ การบริหารจัดการสนามบินให้มีคุณภาพตามหลักสากล พร้อมทั้งหาตลาดใหม่เพื่อเพิ่มปริมาณนักท่องเที่ยว คอยเป็นส่วนซัพพอร์ต บูสท์ (boost) ผู้โดยสารเพื่อรองรับอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3

ที่มา: bangkokbiznews.com

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here