จารึกประวัติศาสตร์ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก 4-6 พ.ค. 2562

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 แห่งราชวงศ์จักรี ที่ประกอบการพระราชพิธีอย่างสมบูรณ์ตามโบราณราชประเพณีที่ยึดถือปฏิบัติสืบมา เมื่อวันที่ 2-6 พฤษภาคม 2562 ถือเป็นพระราชพิธีครั้งประวัติศาสตร์ และต้องจารึกไว้ในหัวใจของคนไทยทุกคน ที่มีโอกาสได้เห็นพิธีการอันสมพระเกียรติ และเป็นมหามงคลยิ่งของแผ่นดินไทย ในรอบ 69 ปี นับจากรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ที่มีการจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อ 5 พฤษภาคม 2493

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พ.ศ. 2562 เป็นพระราชพิธีครั้งที่ 12 นับตั้งแต่มีการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์มา 237 ปี มีลำดับขั้นตอนพิธีต่างๆ อันทรงคุณค่าและศักดิ์สิทธิ์ ทุกวินาที คือ ภาพแห่งความประทับใจ สร้างความปลื้มปีติให้ปวงชนชาวไทยทั้งแผ่นดิน

วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤษภาคม 2562 ถวายราชสักการะ พระบรมราชานุสรณ์ ร.1 และ ร.5
ฤกษ์เวลา 16.09-20.30 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปถวายราชสักการะ พระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ณ พระลานพระราชวังดุสิต จากนั้นเสด็จพระราชดำเนินไปถวายราชสักการะ “ปฐมบรมราชานุสรณ์” พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ณ เชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้า และเสด็จไปถวายสักการะศาลหลักเมือง ทรงบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ และพระที่นั่งจักรพรรดิมาน ในพระบรมมหาราชวัง

วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม 2562 “แห่เชิญพระสุพรรณบัฏฯ-เริ่มการพระราชพิธี”
เวลา 10.00 น. “การพิธีแห่เชิญพระสุพรรณบัฏ ดวงพระบรมราชสมภพ และพระราชลัญจกร” โดยริ้วขบวนที่ 1 จากนั้น ในเวลา 16.00 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปทรงนมัสการพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทรงนมัสการพระรัตนตรัย ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ถวายบังคมพระบรมอัฐิ และพระอัฐิ ณ หอพระธาตุมณเฑียร ทรงนมัสการพระรัตนตรัย ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ สำหรับเวลาพระฤกษ์จุดเทียนชัย เร่ิมการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก คือเวลา 16.19-18.00 น.

วันเสาร์ที่ 4 พฤษภาคม 2562 “วันบรมราชาภิเษก” ในรอบ 69 ปี
เป็นวันแห่งประวัติศาสตร์ที่ต้องจารึกและจดจำไปชั่วชีวิต ด้วยเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงขึ้นครองราชสมบัติเป็น “พระมหากษัตริย์ไทย” โดยสมบูรณ์ ตามลำดับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พิธีการสำคัญๆ ในวันนี้ตามฤกษ์เวลา 10.09-20.30 น ประกอบด้วย

สรงพระมุรธาภิเษก
การสรงพระมุรธาภิเษก จากสหัสธารา (ฝักบัว) เหนือพระเศียร สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระภูษาเศวตพัสตร์ขลิบทอง เสด็จขึ้นมณฑปพระกระยาสนาน บริเวณชาลาพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ประทับเหนืออุทุมพรราชอาสน์ แปรพระพักตร์สู่ทิศบูรพา ทรงเหยียบใบอ้อที่รองอยู่ใต้พื้นมณฑปพระกระยาสนาน ซึ่งตามตำรากล่าวว่า อักษร “อ” เป็นกาลกิณี คือสิ่งชั่วร้ายสำหรับผู้เกิดวันจันทร์
น้ำสรงพระมุรธาภิเษกเป็นน้ำจากเบญจสุทธคงคา จากแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ 5 สาย ได้แก่ 1.แม่น้ำบางปะกง จังหวัดนครนายก 2.แม่น้ำป่าสัก จังหวัดสระบุรี 3.แม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดอ่างทอง 4.แม่น้ำราชบุรี จังหวัดสมุทรสงคราม 5.แม่น้ำเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี และน้ำจากสระ 4 สระศักดิ์สิทธิ์ ได้แก่ สระเกษ สระแก้ว สระคา สระยมนาที่จังหวัดสุพรรณบุรี จากนั้นทรงรับน้ำพระพุทธมนต์ และน้ำเทพมนตร์

ทรงรับน้ำอภิเษก
เมื่อสรงพระมุรธาภิเษกแล้ว ทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ ฉลองพระองค์ครุย เต็มยศ นพรัตน สายสร้อยจุลจอมเกล้า เสด็จไปประทับ ณ พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ มีลักษณะเป็นพระแท่นไม้มะเดื่อ 8 เหลี่ยม แปรพระพักตร์สู่ทิศบูรพา (ทิศตะวันออก) เป็นปฐม ทรงถือพระเต้าเบญจคัพย์รัชกาลที่ 1 ด้วยพระหัตถ์ซ้าย ทรงรับน้ำอภิเษก จากผู้ยืนตามมุมพระแท่นราชบัลลังก์ทั้ง 8 ทิศจนครบ
โดย “น้ำอภิเษก” มาจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์จำนวน 108 แหล่งน้ำ ประกอบด้วย แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ของจังหวัด 76 จังหวัด และน้ำศักดิ์สิทธิ์จากหอศาสตราคม ในพระบรมมหาราชวัง จำนวน 1 แหล่งน้ำ

ถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ขัตติยราชวราภรณ์ และพระแสง
จากนั้นทรงเสด็จประทับ ณ พระที่นั่งภัทรบิฐ เป็นพระที่นั่งลักษณะคล้ายเก้าอี้มีกงเท้าแขน ด้านหลังมีพนักพิง และตั้งโต๊ะเคียง 2 ข้าง สลักปิดทองประดับ กระจก ขาเป็นรูปพญานาคราช ทรงรับทอดเครื่องราชกกุธภัณฑ์และเครื่องราชูปโภคต่าง ๆ โดย พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ประธานพระครูพราหมณ์ ทูลเกล้าฯ ถวาย ประกอบด้วย พระสุพรรณบัฏจารึกพระปรมาภิไธย เครื่องราชกกุธภัณฑ์ หมายถึง เครื่องใช้สำหรับพระมหากษัตริย์ ที่สำคัญที่สุด คือ “เบญจราชกกุธภัณฑ์” อันประกอบด้วย พระมหาพิชัยมงกุฎ พระแสงขรรค์ชัยศรี วาลวิชนี ฉลองพระบาทเชิงงอน และธารพระกรชัยพฤกษ์, เครื่องบรมขัตติยราชวราภรณ์ เป็นเครื่องประดับอันเป็นมงคล แสดงพระเกียรติยศ อาทิ พระสังวาลพราหมณ์ธุรำ พระสังวาลนพรัตนราชวราภรณ์ พระสังวาลพระนพ และพระแสงราชศัสตราวุธ

พระปฐมบรมราชโองการ
หลัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับเครื่องมงคลต่างๆ และรับถวายพระพรชัยมงคล เวลา 12.15 น. ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการ พระราชทานอารักขาแก่ประชาชนชาวไทย “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป”

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงหลั่ง “ทักษิโณทก” ตั้งพระราชสัตยาธิษฐาน จะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจปกครองราชอาณาจักรทรงยึดมั่นในพระปฐมบรมราชโองการนั้น จากนั้นเจ้าพนักงานทูลเกล้าฯ ถวายขันทองคำพร้อมพานรอง มีดอกพิกุลทอง พิกุลเงิน ทรงโปรยดอกพิกุลทอง พิกุลเงิน พระราชทานแก่พราหมณ์ แล้วเสด็จลงจากพระที่นั่งภัทรบิฐ ทรงโปรยดอกพิกุลทอง พิกุลเงินพระราชทานพระบรมวงศานุวงศ์และผู้เข้าเฝ้าฯ

สถาปนาพระบรมราชินี
ภายหลังพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระปฐมบรมราชโองการแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อาลักษณ์อ่านประกาศพระบรมราชโองการ “สถาปนาสมเด็จพระราชินี” ตามราชประเพณี เมื่อสมเด็จพระมหากษัตริย์ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว ย่อมโปรดให้สถาปนาพระเกียรติยศสมเด็จพระอัครมเหสี ขึ้นเป็น “สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี”

เสด็จออกมหาสมาคม
พิธีต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ ทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎ ประทับบน “พระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์” เป็นพระราชบัลลังก์ทองขนาดย่อม ทำด้วยไม้แกะสลักปิดทอง มีรูปครุฑและเทพนมประดับเรียงรายโดยรอบฐานทั้ง 2 ชั้น บนพระราชบัลลังก์ภายใต้พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหสูรยพิมาน เป็นท้องพระโรงสำหรับทรงว่าราชการ เสด็จออกมหาสมาคม ทรงรับการถวายพระพรชัยมงคลจากพระบรมวงศานุวงศ์ คณะองคมนตรี คณะรัฐมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และมีพระราชดำรัสตอบรับ

ประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภก
เวลา 16.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ ฉลองพระองค์ครุย สายสะพายนพรัตน์ราชวราภรณ์ สายสร้อยจุลจอมเกล้า ทรงพระมาลาเส้าสูง เสด็จลงพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ทางพระทวารเทวราชมเหศวร ไปยังเกยหน้าพระทวารเทเวศรรักษา ประทับ “พระราชยานพุดตานทอง” เสด็จฯ โดยริ้วขบวนพระราชอิสริยยศ ไปทรงประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภก ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
เมื่อเสด็จถึงและพระราชดำเนินเข้าพระอุโบสถ ทรงถวายต้นไม้ทอง ต้นไม้เงิน ธูปเทียนแพ แล้วทรงจุดธูปเทียนท้ายที่นั่งบูชา ทรงรับการถวายความเคารพของผู้มาเฝ้าฯ แล้วประทับพระราชอาสน์ ทรงศีล สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ถวายศีล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภก ใจความว่า พระสงฆ์ 8 รูป เปล่งสังฆวาจา “สาธุ” 3 ครั้ง

ถวายบังคมพระบรมรูปสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออกจากพระอุโบสถ วัดพระศรีฯ ไปยังปราสาทพระเทพบิดร เสด็จเข้าปราสาทพระเทพบิดร ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะและทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย กราบถวายบังคมพระบรมรูปสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช แล้วเสด็จออกจากปราสาทพระเทพบิดร ทรงพระมาลาเสาสูง เสด็จฯ ไปยังประตูเกยหลังวัดพระศรีรัตนศาสดารามประทับพระราชยานพุดตานทองเข้าขบวนพระบรมราชอิสริยยศ เสด็จไปยัง พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

ถวายบังคมพระบรมอัฐิ และพระอัฐิ สดับปกรณ์
พระองค์เสด็จขึ้นพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร พระบรมอัฐิและพระอัฐิที่พระแท่นมณฑลมุก ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะพระบรมอัฐิและพระอัฐิสมเด็จพระบรมราชบุพการี ถวายบังคมพระบรมอัฐิและพระอัฐิ (รวม 22 พระโกศ) ที่หน้าพระแท่นพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร จากนั้นทรงรับการถวายความเคารพของผู้มาเฝ้าฯ แล้วประทับพระราชอาสน์ พระสงฆ์สวดมาติกา จบแล้วเสด็จฯ ไปทรงทอดผ้าไตรแก่พระสงฆ์ จำนวน 11 รูป ทรงหลังทักษิโณทก พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา เจ้าพนักงานนิมนต์พระสงฆ์อีก 11 รูป ขึ้นนั่งยังอาสน์สงฆ์ เสด็จฯ ไปทรงทอดผ้าไตร ประทับพระราชอาสน์ พระสงฆ์สดับปกรณ์

เฉลิมพระราชมณเฑียร
เป็นการเฉลิม หรือสมโภชหมู่พระมหามณเฑียร เปรียบเสมือนเป็นพิธีขึ้นบ้านใหม่ของพระมหากษัตริย์ เสด็จประทับ ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน บรรทมเหนือพระแท่นราชบรรจถรณ์ 1 คืน พร้อมเครื่องเฉลิมพระราชมณเฑียร และเครื่องราชูปโภค หรือเครื่องใช้ของพระมหากษัตริย์ อาทิ วิฬาร์ หรือแมว มีความหมายถึง การอยู่บ้านใหม่เป็นปกติสุขไม่โยกย้าย, ศิลาบด หรือหินบดยา หมายถึง ความหนักแน่น หรือความไม่มีโรค, พันธุ์พืชมงคล หมายถึง การงอกเงย, ฟักเขียว หมายถึง การอยู่เย็นเป็นสุข, กุญแจทอง หมายถึง กรรมสิทธ์ความเป็นเจ้าของบ้าน และจั่นหมากทอง หมายถึง ความมั่งคั่ง

วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม 2562 สถาปนาพระฐานันดรศักดิ์ พระบรมวงศ์ และเสด็จฯ เลียบพระนคร
เวลา 09.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยในการพระราชพิธีเฉลิมพระปรมาภิไธย พระนามาภิไธย และสถาปนาพระฐานันดรศักดิ์ พระบรมวงศ์ จากนั้นเวลา 16.30 น. ทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ ฉลองพระองค์ครุยเต็มยศจักรี สายสร้อยจุลจอมเกล้า เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค ไปยังวัดบวรนิเวศวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เพื่อทรงนมัสการพระพุทธปฏิมาประธาน และพระบรมราชสรีรางคาร

วันที่ 6 พฤษภาคม 2562 เสด็จออก ณ สีหบัญชร เสียงถวายพระพร “ทรงพระเจริญ” ดังกึกก้องไม่ขาดสาย
เวลา 16.59 น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี เสด็จออก ณ สีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท ทรงโบกพระหัตถ์ แย้มพระสรวล ท่ามกลางเสียงประชาชนเปล่งเสียงดัง “ทรงพระเจริญ” อย่างกึกก้อง ในช่วงท้ายก่อนเสด็จลงจากสีหบัญชร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร เสด็จออกสีหบัญชร ทรงแย้มพระสรวล และโบกพระหัตถ์ให้พสกนิกรที่มารอเฝ้าฯ รับเสด็จพร้อมกัน
สำหรับ “สีหบัญชร” นี้ เป็นสีหบัญชรเดียวกับที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จออกให้พสกนิกรเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ภายหลังพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2493 จึงนับเป็นเวลาถึง 69 ปี ที่พสกนิกรไทย ได้มีโอกาสเห็นภาพประวัติศาสตร์ภาพนี้อีกครั้ง จากนั้นในเวลา 17.30 น. เสด็จออกพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทให้คณะทูตานุทูตและกงสุลต่างประเทศเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายพระพรชัยมงคล
ช่วงสำคัญที่สุดของ “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก” ในวันที่ 2-6 พ.ค.2562 ผ่านไปแล้วด้วยความประทับใจของปวงชนชาวไทย แต่ยังมีพระราชพิธีที่สำคัญอีกครั้ง เป็น “พระราชพิธีเบื้องปลาย” ของการบรมราชาภิเษก ซึ่งจะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2562 คือ พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐินโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ไปยังวัดอรุณราชวราราม พสกนิกรชาวไทยจะมีโอกาสได้ ชื่นชมความงดงามวิจิตร ของ “เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์” ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประทับ ซึ่งมีการฝึกซ้อมใหญ่ไปแล้ว อย่างงดงาม พร้อมเพรียง เพื่อร่วมในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562

ข้อมูลจาก Thairath, สำนักพระราชวัง และ www.phralan.in.th

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here