กระแสโลจิสติกส์ไทยโตพุ่ง “สยามเจเอ็นเค” ชู “WLUBHOUSE” คลังสินค้าใจกลางเมือง ตอบโจทย์ SME ยุคใหม่ ปักธงผู้นำอาเซียนใน 3 ปี
นายธิติ คัณธามานนท์ ประธานบริหาร SIAMJNK Group เปิดเผยถึงแนวโน้มตลาดคลังสินค้าในปัจจุบันว่า ผู้ประกอบการยุคใหม่มีความต้องการที่เปลี่ยนไป ไม่ได้มองหาเพียงแค่พื้นที่เก็บสินค้า แต่ต้องการความยืดหยุ่น สถานที่ทำงานที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี และทำเลที่ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้บริษัทฯ พัฒนานวัตกรรม WLUBHOUSE ขึ้นมา เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในทุกมิติ
เปิดตัวคลังสินค้าใหม่ใจกลางเมือง
ซึ่ง WLUBHOUSE ถือเป็นนวัตกรรมที่พลิกโฉมภาพลักษณ์คลังสินค้าแบบเดิมอย่างสิ้นเชิง ด้วยการผสมผสานองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ Location, Security, และ Facilities เข้ากับดีไซน์ที่โดดเด่นและบริการที่ยืดหยุ่น
โดยมีทำเลที่ตั้งอยู่ในย่านธุรกิจใจกลางเมือง (CBD) ถึง 7 แห่ง ได้แก่ สาทร-ถนนจันทน์, ราษฎร์บูรณะ, ลาดพร้าว 87, วิภาวดี-สุทธิสาร, พระสมุทรเจดีย์, สำโรง และเยาวราช (ทรงวาด) ซึ่งแต่ละทำเลอยู่ห่างจากทางด่วนและรถไฟฟ้าไม่เกิน 3 กิโลเมตร ทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงพื้นที่ได้สะดวกและรวดเร็ว
ซึ่งนอกจากทำเลที่ตั้งที่โดดเด่นแล้ว บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับบริการที่เหนือระดับและครบวงจร ตั้งแต่ถนนทางเข้า-ออกที่กว้างขวางรองรับรถเทรลเลอร์ได้ 24 ชั่วโมง ระบบรักษาความปลอดภัยด้วยกล้องวงจรปิดมาตรฐานสากล รวมถึงการออกแบบพื้นที่ส่วนกลางอย่าง Clubhouse ซึ่งเป็นเหมือนแลนด์มาร์กของโครงการ มีร้านอาหารริมน้ำเจ้าพระยา และพื้นที่สันทนาการสำหรับรับรองลูกค้าและแขกคนสำคัญของผู้เช่า
นำเทคโนโลยี Dotify ยกระดับบริการ
ในส่วนของบริการพิเศษ เบื้องต้นยังมอบบริการช่วยเหลือด้านการบริหารจัดการคลังสินค้าอย่างมืออาชีพ ตั้งแต่การออกแบบจัดวางผังสินค้าโดยวิศวกร เพื่อช่วยผู้เช่าลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ยังมีบริการฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟร่วมกับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร การจัดเตรียมชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น และบริการรถโฟล์คลิฟท์ให้ใช้ฟรีในโครงการ
รวมถึงบริษัทฯ ยังนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อยกระดับการให้บริการ โดยเฉพาะระบบ Dotify ซึ่งช่วยให้ผู้เช่าสามารถแจ้งซ่อมและติดตามสถานะการซ่อมแซมได้แบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงทีและเพิ่มความพึงพอใจให้กับผู้เช่าอีกด้วย
เล็งขยายธุรกิจสู่ตลาดอาเซียนใน 3 ปี
นายธิติ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ บริษัทฯ ไม่ได้มองเพียงแค่การสร้างโครงสร้างอาคารเท่านั้น แต่ยังมองลึกถึงความต้องการของลูกค้าที่เปรียบเสมือนพาร์ทเนอร์ที่จะเติบโตไปด้วยกัน โดยลูกค้ากลุ่มหลักของบริษัทฯ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ (Corporate) ที่ต้องการมาตรฐานการให้บริการระดับสากลคิดเป็นสัดส่วน 30% ของผู้เช่าทั้งหมด
กลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ที่เติบโตและต้องการคลังสินค้าที่มีมาตรฐาน
กลุ่มผู้ประกอบการรายใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีสัดส่วนถึง 70% ที่ต้องการย้ายคลังสินค้าจากอาคารพาณิชย์หรือโรงงานเก่ามาอยู่ในทำเล CBD ที่มีมาตรฐานรองรับ
ส่วนในด้านของนโยบายการดำเนินงาน SIAMJNK มุ่งมั่นพัฒนาธุรกิจภายใต้แนวคิด ESG (Environment, Social, Governance) โดยมีการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) และเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่มาจากวัสดุรีไซเคิลได้ รวมถึงจัดสรรงบประมาณเพื่อคืนสู่สังคมอย่างต่อเนื่องในรูปแบบทุนการศึกษาและการสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ซึ่งแนวทางเหล่านี้ทำให้บริษัทฯ ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 9001 และ ISO 14001
สำหรับแผนธุรกิจในอนาคต SIAMJNK ตั้งเป้าขยายธุรกิจสู่ภูมิภาคอาเซียนภายใน 3 ปี โดยเล็งเห็นโอกาสในการเติบโตของสังคมเมืองในประเทศเพื่อนบ้านที่มีความต้องการระบบโลจิสติกส์คุณภาพสูงเช่นเดียวกับกรุงเทพฯ ซึ่งล่าสุดอยู่ระหว่างการศึกษาตลาดในสิงคโปร์และเวียดนาม เพื่อเป็นฐานการขยายธุรกิจต่อไป
ที่มา<<<https://www.prachachat.net/marketing/news-1871142