เฮนดริก เวนเตอร์ ชี้เฮลธ์แคร์ไทยสะดุดที่โลจิสติกส์ จับตา DHL-BJC ใช้ AI เชื่อมระบบ

ท่ามกลางภาพใหญ่ที่ไทยกำลังผลักดันตัวเองขึ้นสู่การเป็นศูนย์กลางการแพทย์ของภูมิภาค จุดแข็งที่มักถูกพูดถึงคือ คุณภาพของโรงพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ และศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ แต่ในมุมมองของ เฮนดริก เวนเตอร์ (Hendrik Venter) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ DHL Supply Chain กลับชี้ให้เห็นอีกด้านหนึ่งของระบบที่มักไม่ถูกพูดถึงมากนัก

เขามองว่า “ความท้าทายที่แท้จริงของไทย ไม่ใช่เรื่องคุณภาพการรักษา แต่คือการเชื่อมต่อระบบทั้งหมดเข้าด้วยกัน” โดยความท้าทายของระบบเฮลธ์แคร์ไทย ไม่ได้อยู่ที่ปลายทางอย่างการรักษา แต่อยู่ที่โครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลัง โดยเฉพาะระบบโลจิสติกส์ที่ยังไม่สามารถเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เวนเตอร์อธิบายกับกรุงเทพธุรกิจว่า ระบบโลจิสติกส์ด้านเฮลธ์แคร์ของไทยในปัจจุบันมีองค์ประกอบครบ แต่ยังทำงานแบบแยกส่วน ผู้ให้บริการแต่ละรายมีมาตรฐานต่างกัน การเชื่อมต่อข้อมูลยังไม่ต่อเนื่อง และในหลายกรณี การควบคุมอุณหภูมิของเวชภัณฑ์ยังมีช่องโหว่ในบางช่วงของกระบวนการ

ข้อจำกัดเหล่านี้อาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่ในอดีต แต่กำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญ เมื่ออุตสาหกรรมการแพทย์กำลังก้าวเข้าสู่ยุคของยาชีววัตถุ วัคซีน และการรักษาเฉพาะบุคคล ซึ่งต้องการความแม่นยำสูง ตั้งแต่การจัดเก็บ การขนส่ง ไปจนถึงการส่งมอบถึงมือผู้ป่วย

นั่นทำให้ “โลจิสติกส์” ไม่ใช่แค่เรื่องของต้นทุนหรือประสิทธิภาพอีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของคุณภาพการรักษาโดยตรง และหากระบบยังคงแยกส่วนเช่นเดิม อาจกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมเฮลธ์แคร์ในระยะต่อไป

ร่วมทุน DHL – BJC วางโครงสร้างใหม่ให้เฮลธ์แคร์ไทย

ภายใต้บริบทนี้ การร่วมทุนระหว่าง DHL Supply Chain และ Berli Jucker Public Company Limited จึงเป็นความพยายามแก้โจทย์เชิงโครงสร้าง โดยมีแนวคิดหลักคือ การสร้างระบบโลจิสติกส์ที่เชื่อมต่อได้ทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง

ตั้งแต่การนำเข้าและจัดเก็บในคลังสินค้าที่ควบคุมอุณหภูมิหลายระดับ ไปจนถึงการกระจายสินค้าไปยังโรงพยาบาล คลินิก และร้านขายยาในแต่ละพื้นที่ โดยนำมาตรฐานสากลอย่าง GDP และ GMP เข้ามาใช้ พร้อมระบบติดตามสถานะแบบเรียลไทม์

เวนเตอร์มองว่า การลงทุนครั้งนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่เหมาะสม เพราะประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านของระบบสาธารณสุข โดยมูลค่าตลาดด้านชีววิทยาศาสตร์และเฮลธ์แคร์มีแนวโน้มเติบโตจาก 4.35 แสนล้านบาท ไปสู่ 6.45 แสนล้านบาทภายในปี 2573

ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากสังคมผู้สูงอายุ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และการเติบโตของการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์

เมื่อโครงสร้างพื้นฐานของ DHL ที่มีศูนย์ปฏิบัติการกว่า 70 แห่ง และพนักงานมากกว่า 10,000 คนในไทย ถูกผสานเข้ากับเครือข่ายของ BJC ที่ครอบคลุมโรงพยาบาล คลินิก และร้านขายยาทั่วประเทศ ภาพของประเทศไทยจึงถูกวางใหม่ในฐานะฐานยุทธศาสตร์สำหรับการกระจายบริการเฮลธ์แคร์ไปทั่วภูมิภาค

 

เอไอในโลจิสติกส์ จากตามของ สู่รู้ล่วงหน้า

ประเด็นที่เวนเตอร์ให้ความสำคัญคือ บทบาทของเอไอและระบบอัตโนมัติ ที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนวิธีทำงานของโลจิสติกส์เฮลธ์แคร์

“ในระบบเฮลธ์แคร์ ความผิดพลาดไม่ใช่ทางเลือก” เขากล่าว พร้อมอธิบายว่า จากเดิมที่ระบบมักทำงานแบบตั้งรับ แก้ปัญหาเมื่อเกิดขึ้น กำลังเปลี่ยนไปสู่การทำงานเชิงคาดการณ์
เอไอสามารถช่วยวิเคราะห์ความต้องการใช้ยาในแต่ละพื้นที่ ตรวจจับความผิดปกติของอุณหภูมิ หรือปรับเส้นทางการขนส่งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นแบบเรียลไทม์

ผลลัพธ์ที่ตามมาจึงไม่ใช่แค่เร็วขึ้น แต่คือแม่นยำขึ้น และลดความเสี่ยงในจุดที่ไม่สามารถเกิดข้อผิดพลาดได้

ในระดับปฏิบัติการ สิ่งที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไม่ใช่แค่โครงสร้าง แต่รวมถึงวิธีทำงานของโรงพยาบาลและร้านขายยาในชีวิตประจำวัน โดยภายใน 3 ปีแรก มีเป้าหมายติดตั้งระบบคลังสินค้าอัตโนมัติให้ได้มากกว่า 70% เปลี่ยนงานที่ต้องทำซ้ำโดยแรงงานคนไปสู่ระบบที่มีความแม่นยำสูง ลดข้อผิดพลาด และเพิ่มความเร็ว

ผลลัพธ์ที่คาดหวังคือ การลดระยะเวลาในการจัดเตรียมและส่งมอบสินค้าได้ 20–30% ขณะเดียวกัน ระบบแดชบอร์ดดิจิทัลแบบเรียลไทม์จะช่วยให้โรงพยาบาลและร้านขายยามองเห็นข้อมูลตั้งแต่สต็อก อุณหภูมิ ไปจนถึงสถานะการจัดส่งแบบครบวงจร ช่วยลดการสั่งซื้อฉุกเฉิน และทำให้การวางแผนมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ขณะเดียวกัน เวนเตอร์ยังมองว่า เอไอยังเข้ามาช่วยยกระดับความสามารถในการคาดการณ์ ทั้งการพยากรณ์ความต้องการสินค้า การแจ้งเตือนความผิดปกติของอุณหภูมิ และการเพิ่มประสิทธิภาพเส้นทางขนส่ง

เศรษฐกิจ โอกาส อนาคตเฮลธ์แคร์ไทย

ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในระบบโลจิสติกส์ แต่ขยายไปถึงเศรษฐกิจในภาพรวม ทั้งการลดปัญหาการขาดแคลนยา การเพิ่มการเข้าถึงการรักษา และการเสริมความแข็งแกร่งให้กับการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์

ในอีกด้านหนึ่ง โมเดลแพลตฟอร์มร่วมยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กสามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานระดับเดียวกับบริษัทยาข้ามชาติได้ ลดข้อจำกัดด้านเงินลงทุน และสร้างความเท่าเทียมในการแข่งขัน

ขณะเดียวกัน การพัฒนาทักษะแรงงานในด้าน Cold chain ซัพพลายเชนดิจิทัล และเอไอ กำลังกลายเป็นทุนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

เมื่อมองไปข้างหน้า การเติบโตของยาชีววัตถุ การรักษาเฉพาะทาง และเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูง จะยิ่งทำให้โลจิสติกส์กลายเป็นโครงสร้างที่ขาดไม่ได้ของระบบสาธารณสุข และในจุดนั้น โลจิสติกส์จะไม่ใช่เพียงกลไกสนับสนุนอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทั้งคุณภาพการรักษา ความสามารถในการแข่งขันของระบบเฮลธ์แคร์ไทยระยะยาว

ที่มา<<<https://www.bangkokbiznews.com/tech/innovation/1225576

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here