ฟูจิตสึเตือน ERP เก่า ‘ภัยเงียบ’ เพิ่มต้นทุนแฝงฉุดศักยภาพธุรกิจ

ธุรกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันในภูมิภาค ต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้การเพิ่มประสิทธิภาพและความคล่องตัวขององค์กรกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขัน

จุน ฮาชิโมโตะ ตัวแทนประจำประเทศไทย บริษัท ฟูจิตสึ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า องค์กรอุตสาหกรรมชั้นนำทั่วโลกทยอยกระจายฐานการผลิตไปยังหลายประเทศเพื่อลดความเสี่ยงจากต้นทุนแรงงานและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

ขณะเดียวกัน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะเติบโตเพียง 1.7% ทำให้ผู้ประกอบการต้องเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและความสามารถในการปรับตัว โดยเฉพาะในช่วงที่ช่องว่างระหว่างองค์กรที่ปรับตัวได้เร็วกับองค์กรที่ยังใช้แนวทางเดิมกำลังขยายตัว

หนึ่งในประเด็นที่หลายองค์กรอาจมองข้ามคือการใช้ระบบ ERP ที่ใช้งานมายาวนาน แม้ระบบจะยังทำงานได้ แต่ข้อจำกัดด้านความยืดหยุ่น การเชื่อมโยงข้อมูล และการรองรับเทคโนโลยีใหม่ อาจทำให้การตัดสินใจล่าช้าและลดความสามารถในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาด

ภัยเงียบ ‘บั่นทอน’ ศักยภาพธุรกิจ

ฟูจิตสึระบุว่า ความเสี่ยงของ ERP รุ่นเก่าไม่ได้เกิดจากระบบหยุดทำงานทันที แต่เกิดจากประสิทธิภาพที่ลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป เช่น การบำรุงรักษาที่ซับซ้อนขึ้น การประมวลผลข้อมูลและออกรายงานใช้เวลานาน รวมถึงข้อจำกัดในการรองรับความต้องการทางธุรกิจรูปแบบใหม่

เมื่อผู้พัฒนาประกาศยุติการสนับสนุนระบบ องค์กรยังต้องเผชิญแรงกดดันในการย้ายระบบภายในระยะเวลาที่จำกัด เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ทำให้การปรับปรุง ERP กลายเป็นมาตรการลดความเสี่ยงและรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจ

การปรับปรุง ERP ไม่ใช่เพียงทางเลือกเชิงกลยุทธ์ แต่เป็นมาตรการสำคัญในการลดความเสี่ยงและรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ

นอกจากนี้ ผู้ผลิตจำนวนมากในไทยยังใช้ ERP ที่ติดตั้งมานานกว่า 10 ปี ควบคู่กับระบบการผลิต ระบบบาร์โค้ด และเครื่องมือจัดการข้อมูลที่ทำงานแยกจากกัน ส่งผลให้เกิดข้อมูลซ้ำซ้อน กระบวนการจำนวนมากยังต้องทำด้วยมือ และผู้บริหารไม่สามารถใช้ข้อมูลชุดเดียวในการตัดสินใจ

ผลกระทบดังกล่าวสะท้อนผ่านการปิดงบการเงินที่ล่าช้า การตอบสนองต่อลูกค้าที่ช้าลง และความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์จากซอฟต์แวร์ที่ไม่ได้รับการอัปเดตอย่างต่อเนื่อง

กระทบความสามารถ ‘การแข่งขัน’

ฟูจิตสึมองว่า ความท้าทายขององค์กรในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการรักษาความสามารถในการแข่งขันในสภาพแวดล้อมที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

สำหรับผู้ผลิตหลายราย ปัญหาสำคัญไม่ใช่การขาดเทคโนโลยี แต่เป็นการมีระบบจำนวนมากที่ทำงานแยกส่วน แม้แต่ละระบบจะมีประสิทธิภาพในหน้าที่ของตนเอง แต่เมื่อข้อมูลไม่เชื่อมต่อกัน ความล่าช้าและความคลาดเคลื่อนจะเกิดขึ้นตั้งแต่การบริหารสต็อก การวางแผนการผลิต ไปจนถึงการปิดงบการเงินและการตัดสินใจของผู้บริหาร

ประเด็นดังกล่าวไม่ใช่เพียงเรื่องของฝ่ายไอที แต่เป็นโจทย์เชิงกลยุทธ์ เนื่องจากองค์กรที่ลงทุนในแพลตฟอร์มดิจิทัลแบบบูรณาการ ระบบอัตโนมัติ และการดำเนินงานที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล จะมีความพร้อมในการแข่งขันมากกว่าองค์กรที่ยังใช้ระบบแยกส่วน

อัปเดทระบบ วางรากฐาน AI

สำหรับแนวทางการปรับปรุง ERP ในปัจจุบันเป็นการปรับแนวคิดการลงทุนด้านเทคโนโลยี โดย Cloud ERP ในรูปแบบ Subscription ช่วยลดการลงทุนล่วงหน้า ลดภาระการดูแลฮาร์ดแวร์ การอัปเดตระบบ และการบริหารความปลอดภัย เนื่องจากผู้ให้บริการคลาวด์เป็นผู้รับผิดชอบ

ทั้งนี้คุณค่าของการปรับปรุง ERP ไม่ได้อยู่เพียงการเปลี่ยนระบบ แต่คือการลดความซับซ้อนของโครงสร้างพื้นฐานไอที และทำให้กระบวนการทำงานเชื่อมโยงกันมากขึ้น

เมื่อ ERP ระบบการผลิต และระบบบาร์โค้ดถูกรวมไว้บนแพลตฟอร์มคลาวด์เดียวกัน กระบวนการที่เคยทำด้วยมือสามารถทำงานอัตโนมัติได้มากขึ้น ข้อมูลถูกรวมศูนย์ ส่งผลให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพและเสริมความปลอดภัยของข้อมูล

Cloud ERP เป็นรากฐานสำคัญของเทคโนโลยีใหม่ เช่น AI, Predictive Maintenance, การวางแผนซัพพลายเชนแบบเรียลไทม์ และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง ซึ่งล้วนต้องอาศัยข้อมูลที่เชื่อมโยงกันจากแหล่งข้อมูลกลาง หรือ Single Source of Truth การปรับปรุง ERP ไม่ใช่การแก้ปัญหาของอดีต แต่คือการลงทุนเพื่อคว้าโอกาสทางธุรกิจในอนาคต

‘โอกาส’ ไม่เคยรอใคร

จากรายงานของ Mordor Intelligence  ภาคการผลิตของไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญสู่ยุคดิจิทัล โดยตลาด ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันของไทยมีแนวโน้มเติบโตจาก 325,000 ล้านบาทในปี 2568 สู่เกือบ 550,000 ล้านบาทภายในปี 2574 ขณะที่นโยบาย Thailand 4.0 ยังคงผลักดันการลงทุนด้านระบบอัตโนมัติ IoT, Smart Manufacturing และการดำเนินงานที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลอย่างต่อเนื่อง

สำหรับองค์กรที่ยังใช้ ERP รุ่นเก่าซึ่งใกล้สิ้นสุดการสนับสนุนคำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “ควรเปลี่ยนหรือไม่” แต่คือ “จะเปลี่ยนอย่างไรให้ธุรกิจได้รับผลกระทบน้อยที่สุด และพร้อมรองรับการเติบโตในอนาคตมากที่สุด”

ฟูจิตสึระบุว่า การชะลอการปรับปรุงระบบ ERP อาจทำให้องค์กรต้องแบกรับต้นทุนแฝงที่สะสมเพิ่มขึ้น ทั้งจากประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ลดลง ภาระการบำรุงรักษาที่สูงขึ้น ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์ และข้อจำกัดในการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้งาน

ในช่วงที่การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีและข้อมูลมีบทบาทต่อการรองรับการเติบโตและการปรับใช้เทคโนโลยีในอนาคต

สำหรับองค์กรที่เริ่มปรับปรุงระบบ ERP ไม่เพียงเป็นการเปลี่ยนระบบงานเดิม แต่ยังเป็นการวางรากฐานเพื่อรองรับนวัตกรรม การดำเนินงานที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

ที่มา<<<https://www.bangkokbiznews.com/tech/ai/1245082

SHARE
Previous articleThai Cargo Expo 2027

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here