บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP เดินหน้าปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ จากผู้ประกอบการโรงกลั่นสู่การเป็น “Integrated Energy Platform” เชื่อมโยงธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำ การกลั่น การค้าและโลจิสติกส์ ไปจนถึงพลังงานชีวภาพและโครงสร้างพื้นฐาน หวังลดการพึ่งพาธุรกิจโรงกลั่นเพียงอย่างเดียว พร้อมสร้างแหล่งรายได้และกำไรใหม่ในระยะยาว ขณะที่นักวิเคราะห์มองแนวโน้มผลประกอบการครึ่งหลังปี 2569 ยังแข็งแกร่ง รับอานิสงส์ตลาดน้ำมันสำเร็จรูปตึงตัว การขยายธุรกิจ Trading รวมถึงการเริ่มรับรู้กำไรจาก Bangchak Hong Kong (BHK) และธุรกิจเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนเต็มไตรมาส
ปรินทร์ นิกรกิตติโกศล ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า แนวโน้มอุตสาหกรรมการกลั่นในช่วง 1-2 ปีข้างหน้ายังอยู่ในภาวะอุปทานตึงตัว จากกำลังการผลิตในรัสเซียและตะวันออกกลางที่ได้รับความเสียหาย รวมถึงโรงกลั่น Teapot ในจีนที่ลดอัตราการผลิต ขณะที่มองไปถึงปี 2570 ตลาดยังมีแนวโน้มตึงตัว เนื่องจากการก่อสร้างโรงกลั่นใหม่ต้องใช้เวลานาน และโรงกลั่นในต่างประเทศอาจต้องชะลออัตราการผลิต หลังเลื่อนกำหนดการหยุดซ่อมบำรุงในปีนี้
สำหรับ BCP การปรับโครงสร้างธุรกิจด้วยการบูรณาการธุรกิจการกลั่น การตลาด และผลิตภัณฑ์ชีวภาพ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการทำ Cost Optimization ขณะที่ธุรกิจ Trading ตั้งเป้าขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่า EBITDA จะเพิ่มขึ้นแตะ 5,000 ล้านบาทในปี 2574 จากราว 1,000 ล้านบาทในช่วงครึ่งแรกปี 2569 ผ่านการเพิ่มปริมาณการค้าและการปรับ Product Mix
ด้านธุรกิจต้นน้ำ OKEA มีแผนเพิ่มปริมาณการผลิตขึ้นเป็น 100 kboed ภายในปี 2574 จากปัจจุบันราว 29-32 kboed พร้อมต่อยอดความเชี่ยวชาญด้าน Mid-to-late Life Assets เข้ามาดำเนินการในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในปี 2569 จะเริ่มเจาะหลุมสำรวจแห่งแรกในโครงการ G2/65 ร่วมกับ Chevron
ทั้งนี้ BCP วางงบลงทุนประมาณ 9,200 ล้านบาทต่อปี โดยราว 66% จะลงทุนในธุรกิจโรงกลั่น การตลาด และผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ขณะที่ประมาณ 24% จัดสรรให้ธุรกิจต้นน้ำ โดยเน้นโครงการที่ให้ผลตอบแทนเหมาะสมกับความเสี่ยงและสามารถสร้าง Synergy ระหว่างธุรกิจได้
โดยระยะยาวบริษัทตั้งเป้าหมาย EBITDA แตะ 100,000 ล้านบาทในปี 2573 และรายได้แตะ 1 ล้านล้านบาทในปี 2574 สะท้อนเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจโรงกลั่นไปสู่แพลตฟอร์มพลังงานแบบครบวงจร
สำหรับแนวโน้มระยะสั้นในช่วงครึ่งหลังปี 2569 BCP คาดอัตราการกลั่นอยู่ที่ประมาณ 260 kbd เทียบกับ 276 kbd ในช่วงครึ่งแรกปี 2569 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากตลาดน้ำมันสำเร็จรูปที่ยังตึงตัว การขยายตัวของธุรกิจ Trading ราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปที่มีโอกาสปรับสูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว รวมถึงระดับปริมาณสำรองก๊าซในยุโรปที่ยังอยู่ในระดับต่ำ และการเพิ่มขึ้นของ Capacity Revenue ของโรงไฟฟ้าในสหรัฐฯ
นอกจากนี้ BCP จะเริ่มรับรู้ผลประกอบการจาก Bangchak Hong Kong (BHK) หลังปิดดีลตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยหากรับรู้เต็มปีคาดว่าจะสร้างรายได้ประมาณ 40,000 ล้านบาท และ EBITDA ราว 2,000 ล้านบาท ขณะที่โครงการ SAF ซึ่งเริ่ม COD ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม จะรับรู้ผลประกอบการเต็มไตรมาส โดยในไตรมาส 2/2569 มีอัตราการผลิตสูงถึง 6.8 kbd และสร้าง EBITDA ราว 1,000 ล้านบาทต่อไตรมาส
อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าผลประกอบการครึ่งหลังปี 2569 ยังมีแนวโน้มแข็งแกร่งและเติบโตจากช่วงเดียวกันปีก่อน จากภาวะตลาดน้ำมันตึงตัว การรับรู้ผลประกอบการจาก BHK และการเดินเครื่องโรงงาน SAF เต็มไตรมาส พร้อมคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ที่ 26,000 ล้านบาท และปรับไปใช้ราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2570 ที่ 58 บาทต่อหุ้น อิงค่าเฉลี่ย PBV ย้อนหลัง 10 ปีที่ 0.9 เท่า โดยราคาปัจจุบันมี Upside Gain ราว 13.2% และคาด Dividend Yield ปี 2569 สูงถึง 8.8% ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ”
นลินรัตน์ กิตติกำพลรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิจัย บล.เอเซียพลัส มองภาพระยะกลางถึงยาวของ BCP ว่า บริษัทกำลังเปลี่ยนผ่านจาก “Refinery” สู่ “Integrated Energy Platform” โดยไม่ได้พึ่งพาธุรกิจโรงกลั่นเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงธุรกิจ E&P, Refinery/Biofuels, Trading/Logistics และ Power/Infrastructure เพื่อควบคุมห่วงโซ่ตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบไปจนถึงลูกค้าปลายทาง
ทั้งนี้ การปรับ Portfolio ดังกล่าวจะครอบคลุมทั้งการลงทุนและการขายสินทรัพย์อย่างต่อเนื่อง โดยมีธุรกิจ SAF และ BHK เป็น Growth Engine ใหม่ของบริษัท หลังโรงงาน SAF ขนาด 7 KBD ซึ่งเป็นโรงงานเชิงพาณิชย์แห่งแรกของไทยเริ่มผลิตในเดือนพฤษภาคม 2569 ขณะที่ BHK จะเริ่มสร้างกำไรให้ BCP ตั้งแต่ครึ่งหลังปีนี้
โดยมองว่า ระยะสั้น BCP ยังมีโอกาสรักษา Earnings Momentum จากฐานกำไรครึ่งแรกปี 2569 ที่แข็งแกร่ง ประกอบกับ Synergy ที่เพิ่มขึ้น การ Ramp-up ของ SAF และการเริ่มรับรู้กำไรจาก BHK ขณะที่ระยะกลาง ตัวขับเคลื่อนผลประกอบการจะค่อยๆ เปลี่ยนจาก “Oil Price + GRM” ไปสู่ “Integration + Trading + Upstream + SAF + BHK” ส่งผลให้โครงสร้างกำไรมีความหลากหลายมากขึ้นและลดการพึ่งพาธุรกิจโรงกลั่น
อย่างไรก็ตาม ช่วงครึ่งหลังปี 2569 ยังต้องติดตามความเสี่ยงจากราคาน้ำมันและ GRM ที่มีแนวโน้มอ่อนตัว โดย BCP คาดราคาน้ำมันดิบอยู่ในกรอบ 70-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และมีโอกาสทยอยลดลงตามการกลับมาของ Supply ผ่านช่องแคบฮอร์มุซและการเพิ่มกำลังผลิตของ OPEC+
ขณะที่ได้ปรับมูลค่าพื้นฐานสิ้นปี 2570 ที่ 58 บาทต่อหุ้น และประเมินเงินปันผลระหว่างกาล งวดครึ่งแรกปี 2569 ราว 2.50 บาทต่อหุ้น จากเงินปันผลทั้งปีที่คาดไว้ 5 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Dividend Yield สูงถึงประมาณ 5.5% โดยแนะนำรอจังหวะเข้าซื้อเพื่อรับเงินปันผลระหว่างกาล ซึ่งคาดว่าจะมีการประชุมอนุมัติในเร็วๆ นี้
ที่มา<<<https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1249057









![Captain America: Civil War – Official “Spider-Man” TV Spot #30 [HD]](https://thailandlogistics.com/wp-content/uploads/2017/12/maxresdefault-5-218x150.jpg)















